Loading...

ทั่วไป

รอยสักใหม่ ดูแลอย่างไรให้ปลอดภัยปลอดเชื้อ ?

หลังจากสักเสร็จใหม่ ๆ บริเวณรอยสักจะเกิดแผลซึ่งเป็นแผลเปิด การดูแลรอยสักอย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันแผลจากการติดเชื้อ การเกิดรอยแผลเป็น และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ รวมทั้งช่วยให้รอยสักสวยงามคงทนอยู่ในระยะยาวได้ ดังนั้น ผู้ที่ชื่นชอบรอยสักหรือเพิ่งรับการสักมา ควรศึกษาข้อมูลที่ถูกต้องและดูแลรอยสักอย่างเหมาะสมตามแนวทางต่อไปนี้ 24thminute.com

การดูแลรอยสักหลังสักเสร็จใหม่ ๆ

-ตรวจสอบให้แน่ใจว่าช่างสักใช้ปิโตรเลียมเจลลี่ทาบาง ๆ ลงบนบริเวณรอยสักและปิดแผลด้วยพลาสเตอร์หรือผ้าพันแผลแล้วหรือไม่ เพื่อป้องกันแบคทีเรียและเชื้อโรคต่าง ๆ เข้าสู่ผิวหนัง และป้องกันการระคายเคืองจากการเสียดสีกับเสื้อผ้า
-หลังปิดแผลเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ให้เปิดผ้าออก จากนั้นล้างมือให้สะอาดก่อนล้างแผลด้วยสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียและน้ำสะอาด แล้วซับแผลให้แห้ง
-ทาปิโตรเลียมเจลลี่หรือขี้ผึ้งที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียบริเวณแผล โดยไม่ต้องปิดผ้าพันแผล เพื่อให้แผลสัมผัสกับอากาศและทำให้แผลแห้งเร็วขึ้น

การดูแลรอยสักใหม่ในแต่ละวัน

หลังรับการสัก แผลรอยสักจะหายเร็วหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับลักษณะและขนาดของรอยสักด้วย โดยรอยสักที่มีขนาดใหญ่อาจทำให้ผิวหนังบริเวณรอยสักมีอาการบวมแดงเป็นเวลานาน ซึ่งนอกจากการดูแลรอยสักข้างต้นแล้ว เจ้าของรอยสักสามารถดูแลแผลในแต่ละวันได้โดยล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นเช็ดแผลให้แห้งแล้วทาแผลด้วยขี้ผึ้งวันละ 2 ครั้ง เพื่อรักษาความชุ่มชื้น โดยทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่องนาน 2-4 สัปดาห์หลังสัก

ส่วนขั้นตอนการดูแลแผลรอยสักในแต่ละวันเป็นเวลา 1 เดือนหลังการสัก มีดังนี้

-วันที่ 1 หลังเปิดผ้าพันแผลออก อาจมีของเหลวอย่างเลือด พลาสมา น้ำเหลือง หรือหมึกสีที่ใช้สักไหลซึมออกมาจากแผลซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่อาจมีอาการเจ็บปวดและมีรอยแดงบริเวณรอยสักด้วย ซึ่งควรทำความสะอาดแผลด้วยน้ำอุ่นและสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม แล้วทาขี้ผึ้งเพื่อความชุ่มชื้น โดยไม่ต้องปิดแผลไว้
-วันที่ 2-3 แผลรอยสักอาจมีสีคล้ำขึ้น ซึ่งเป็นระยะที่แผลเริ่มฟื้นตัวและตกสะเก็ด ในช่วงนี้ควรล้างทำความสะอาดแผล 1-2 ครั้ง/วัน โดยขณะล้างแผลอาจมีหมึกสีไหลซึมออกมาได้เช่นกัน หลังล้างแผลให้ทาบริเวณนั้นด้วยครีมที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์ เพื่อคงความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
-วันที่ 4-6 อาการแดงจะค่อย ๆ ทุเลาลง และอาจมีสะเก็ดแผลบาง ๆ รอบรอยสัก แต่ห้ามแกะสะเก็ดแผลออกเป็นอันขาดเพราะอาจทำให้เกิดแผลเป็นได้ โดยควรทำความสะอาดแผลอย่างต่อเนื่อง 1-2 ครั้ง/วัน และอาจทาครีมบำรุงผิวเพื่อรักษาความชุ่มชื้นด้วย
-วันที่ 6-14 ในช่วงนี้สะเก็ดแผลจะเริ่มแข็งขึ้นและหลุดลอกออก ซึ่งอาจทำให้รู้สึกคัน แต่ห้ามแคะ แกะ หรือดึงสะเก็ดแผลออกเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้รอยสักลอกออกและอาจเกิดรอยแผลเป็นได้ โดยควรปล่อยให้สะเก็ดแผลลอกออกมาเองตามธรรมชาติ และอาจใช้ครีมบำรุงผิวทาบริเวณรอยสักวันละหลาย ๆ ครั้งเพื่อลดอาการคัน แต่หากยังมีอาการบวมแดงซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
-วันที่ 15-30 หลังจากสักประมาณ 2 สัปดาห์ สะเก็ดแผลจะเริ่มหลุดออกไปจนหมด แต่อาจมีเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลงเหลืออยู่บริเวณรอยสัก ซึ่งจะลอกออกไปเองในภายหลัง อย่างไรก็ตาม ผิวบริเวณรอยสักอาจดูหมองคล้ำและแห้ง ดังนั้น ควรทาครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นให้ผิวหนังบริเวณรอยสักอยู่เสมอ ทั้งนี้ ผิวหนังชั้นในอาจใช้เวลา 3-4 เดือนในการฟื้นฟูให้สภาพผิวกลับมาเหมือนเดิม และรอยสักจะมีสีสดและสวยงามเข้าที่หลังสักแล้วประมาณ 3 เดือน
ในช่วงที่แผลบริเวณรอยสักยังไม่หายดี ควรปฏิบัติตามคำแนะนำและข้อควรระวังต่อไปนี้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ทำให้แผลหายเร็วขึ้น และช่วยให้รอยสักมีสภาพสวยงามหลังแผลหายดีแล้ว

-สวมใส่เสื้อผ้าที่ช่วยปกป้องผิวบริเวณรอยสักจากแสงแดดทุกครั้งเมื่อต้องออกไปข้างนอก
-หลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป เพื่อป้องกันการเสียดสีกับรอยสัก
-หลีกเลี่ยงการแคะ แกะ หรือเกาบริเวณแผล
-หลีกเลี่ยงการทาครีมกันแดดบริเวณรอยสักจนกว่าแผลจะหายดี
-หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อน เพราะอาจทำให้หมึกสีบริเวณรอยสักจางลงได้
-หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำหรือการแช่รอยสักในน้ำอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังสัก
-หากมีสัญญาณของแผลติดเชื้อควรรีบไปพบแพทย์ทันที

การดูแลรอยสักในระยะยาว

แม้แผลหลังการสักจะหายดีแล้ว แต่ควรดูแลรอยสักอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคงสภาพสีของรอยสักให้สดและชัดนานขึ้น โดยมีเคล็ดลับต่าง ๆ ดังนี้

-ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อคงความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง
-รักษาความสะอาดบริเวณที่สักอยู่เสมอ ด้วยการล้างทำความสะอาดรอยสักเบา ๆ ด้วยสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม
-สวมใส่เสื้อผ้าที่สามารถป้องกันแสงแดดได้ เพื่อไม่ให้รอยสักจาง และควรหลีกเลี่ยงเนื้อผ้าที่อาจทำให้เกิดการระคายเคือง เช่น ผ้าขนแกะ เพราะอาจทำให้รอยสักเสียหายได้
-ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป เพราะอาจทำให้รอยสักขยายออกหรือบิดเบือนไปจากเดิม
สัญญาณปัญหาหลังการสัก

นอกจากการดูแลรักษาความสะอาดบริเวณรอยสักแล้ว ผู้ที่รับการสักควรเฝ้าระวังอาการที่อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อด้วย เพราะหากปล่อยทิ้งไว้แล้วไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดฝีจนต้องเข้ารับการรักษาเป็นพิเศษที่โรงพยาบาลเพื่อกำจัดฝีออก หรืออาจเกิดการเจ็บป่วยที่เป็นอันตรายอื่น ๆ ตามมาได้

ดังนั้น หากมีอาการต่อไปนี้เกิดขึ้นหลังสัก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

-มีไข้ ตัวสั่น มีอาการบวมแดงบริเวณรอยสักมากผิดปกติ
-มีของเหลวไหลซึมออกมาจากแผลปริมาณมาก
-เกิดสะเก็ดแผลขึ้นอย่างผิดปกติบริเวณรอบรอยสัก
-มีผื่นคันและมีอาการบวมนานกว่า 1 สัปดาห์ โดยไม่มีทีท่าว่าอาการจะทุเลาลง
-มีอาการแพ้หมึกสีที่ใช้สัก เช่น คันมากบริเวณรอบรอยสัก มีหนอง หรือมีน้ำเหลืองแฉะอยู่ตลอดเวลา